วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นิราศโจโจ้น้อยรำพึงรัก

นิราศโจโจ้น้อยรำพึงรัก


                        โอ้เมืองนี้ดั่งสรวงสวรรค์ สวยกว่าถ้อยคำเสกสรร
                 ที่พรรณนาเปรียบเปรย แดนที่อื่นหมื่นแสนบ่แทนได้เลย

                 เรานี้สุดหาถ้อยเอ่ยเปรียบเปรยนามนั้นได้นาน
                 หากใครแม้นเที่ยวไปได้เห็นสักครา
                 เขาคงจะจำติดตา ตรึงอุราไม่เคยเสื่อมคลาย
                โอ้ภูพานสวยงามหนักหนา สวยอยู่คู่ด้วยศรัทธา ช่างงามซึ้งใจบ่วาง
                ภูเขาเป็นร่มเย็นดังผืนหาดทราย หมู่นกลิงน้อยมากมายอยู่ในพาราน่าชม
                ช่างพาฝันชวนฉันพานั่งชื่นชม นั่งคอยคลายความโศกตรมนั่งชมพูพานสุขใจ
               *เบื่อลำโขงเรามาเที่ยวภู น้ำตกลำธารชวนดู ชมภูแสนดีหนักหนา
                 มีวิหคโผนผกบินร้องจากไกล ส่งเสียงก้องสู่หัวใจ สุขใดบ่มีเปรียบปาน
                    โอ้เมืองนี้ถึงพี่จากไปตั้งนาน แต่ความหมุนเวียนแห่งการไม่ได้ทำให้พี่เรือน
                
                 Cr.สวยคม

วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 5

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 5

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์


๐หมู่สัตว์นั้นก็มี               ร้องดังดีทั่วทุกสิ่ง
เจี๊ยกเจี๊ยกเดินรุ่งริ่ง           ตามประสาหาของกิน
๐ที่กล่าวคือลิงน้อย          เดินตามต้อยไม่ผันผิน
ร้องขออาหารกิน             สุดจะพูดพรรณนา
๐นกยูงไก่กระต่าย            เดินเป็นสายเสน่หา
ช้างน้อยค่อยเดินมา          เลาะลัดเล่นอยู่ในกรง
๐กระทากระจงป่า            มวลนกกามากประสงค์
ออกชื่อก็ไม่คง                 จะหมดสิ้นที่กล่าวมา
๐ตัววังนั้นก็สวย              ประดับด้วยสิ่งลํ้าค่า
มวลหมู่ทหารมา              เฝ้ารักษาชั่วโมงยาม
๐จะเข้าหรือจะออก         ไปข้างนอกต้องไต่ถาม
ทหารจะเดินตาม               พูดทุกสิ่งน่าสนใจ
๐ข้อมูล ณ ตรงนั้น           ทุกสิ่งสรรเอาใจใส่
ดูแล้วช่างเหมือนไกด์       คอยบอกกล่าวเวลาเดิน
๐อยากรู้ทราบตรงไหน    ถามด้วยใจไม่เก้อเขิน
ทหารก็ไม่เมิน                  ที่จะตอบด้วยความจริง
๐ท่องเที่ยวดูเสร็จสรรพ   ก็ลาลับไปตามสิ่ง
เป้าหมายที่แอบอิง           ไว้ข้างหน้ายังก้าวไกล
๐มาเรียนเพียรศึกษา         หวังจะหาความรู้ใหม่
ควบคู่ด้วยหัวใจ               ที่มุ่งมั่นฝันฝ่ามา
๐บ่ายโมงตะวันแสง         สีแสดแดงส่องลงหา
สาดส่องผ่องนภา             ร้อนอบอ้าวทั้งตัวตน
๐ขับรถเคลื่อนออกจาก     แสนลำบากท้องถนน
คดเคี้ยวเลี้ยวรถจน           ประหนึ่งว่าจะตกภู
๐โค่งแคบคดคูคลอง         ทางคู่สองโค้งปิ้งงู
สูงลงเป็นทางคู่                 ลู่ลงลดเลี้ยวลงเนิน
๐ขึ้นสูงก็สูงมาก               เสียงรถลากไม่เก้อเขิน
บ้างลัดลับลงเนิน              ขึ้นปีนป่ายบนภูพาน
๐ลางลู่ลิงลงเล่น               ลาดรอดเลนเล่นลงลาน
ลาดเลาะลูกเหลนหลาน    ลงร้องเล่นลั่นรุงรัง
๐ร้องเรียกระเริงร่า            ลูกลิงลาร้องไหลหลั่ง
ลางลากลูกลงรัง                ร้องเรียกลูกลงลานราว
๐นกหนูหมู่มวลเม่น         กระแตเต็นล้วนงูหลาม
ร้องแจ้วทั่วเขตคาม           ดังกระฉ่อนทั่วท้องไพร
๐ช้างป่าก็มีด้วย                 น้ำตกสวยสีสดใจ
สรรสร้างด้วยพงไพร        บริบูรณ์สะอาดตา
๐ผาเสวยงดงามผ่อง          พลิ้วระร่องหมู่พฤกษา
ต้นไม้หมู่นกกา                 ร้องเอ้อ้าสนั่นไพร
๐จุดลงชมทิวทัศน์             เงียบสงัดสงบใส
สอดส่องลัดลอดไป          ชมภูผานภางาม
๐ลงโค้งโค้งคดคู่                โค้งปิ้งงูเกินจะถาม
ล่องลงภูพานงาม               สุดสะอื้นจะขาดใจ
๐เวียนหัวตัวกระสับ          ขับล่วงลับไม่สงสัย
จอดพักลัดลอดไป             กว่าจะถึงคงต้องแลง
๐กลางดงตลาดป่า              ยื่นบังตาตะวันแสง
คลาเคลื่อนเลื่อนเปลี่ยนแปลง  พระจันทร์โฟ้นจะออกมา
๐ขับรถมาเรื่อยเรื่อย          ไม่เอื้อนเอื่ยพรรณา
มุ่งตรงลงสู่หน้า                ตัวสมเด็จอย่างเร็วพลัน
๐สมเด็จบ้านสี่แยก           ดูผิดแปลกช่างโศกศัลย์
ผู้คนไม่จาบัลย์                  เหมือนบึงกาฬบ้านของเรา
๐หรือว่าไม่คุ้นหน้า          ไม่คุ้นตาพาหงอยเหงา
เดินเที่ยวก็ยังเศร้า             สุดสะท้านในอารมณ์
๐ขับผ่านมีแต่ป่า               มองหันหาไม่สุขสม
โศกทุกข์เศร้าระทม          จากจะกลับคืนบ้านมา
๐เต็มด้วยป่ามันอ้อย         น้ำตาย้อยไหลลงหน้า
คิดถึงหมู่บ้านนา               คิดถึงน้องก็เกินทน
๐ขับผ่านเข้าซอยแล้ว        เห็นวี่แววทางถนน
ไฟเขียวไฟแดงปน            สัญญาณบอกให้รู้ตัว
๐เข้าสู่บ้านหนองปล้อง     ดูสอดส่องกล้ากล้ากลัว
มืดกล่ำค่ำไปทั่ว                 หมู่บ้านนี้ช่างกระไร
๐ขับผ่านย่านวัดป่า            รีบมุ่งหน้าเป็นไฉน
รีบโค้งตรงออกไป            ทางข้างหน้าคือหอพลัน
๐ถึงหอก็ค่ำแล้ว                ใจผันแผ้วไม่สุขสันต์

คิดถึงนวลอนันต์                ดวงใจพี่คนนี้เอย
Cr. สวยคม









วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 4

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 4

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตําหนักภูพาน


๐ห้าโมงตะวันเคลื่อน       ท้องฟ้าเลื่อนเริ่มเปลี่ยนหัน
จากฟ้าขาวอนันต์              ก็เริ่มมืดอับแสงลง
เป้าหมายในค่ำนี้                จะพักที่ตามประสงค์
ตำหนักภูพานคง                ที่กล่าวขานกันเรื่อยมา
๐ถึงทางลัดคดเคี้ยว          หักรถเลี้ยวบ้านโนนสา
เลี้ยวซ้ายข้างศาลา           ถนนแดงสุดจะพรรณ
ตะวันก็เริ่มก็เริ่มลับ            รีบเร่งขับไม่มองหัน
เหยียบขับสลับกัน             หนทางนี้แสนเปลี่ยวกาย
๐หมู่บ้านย่านเล็กเล็ก       บ้านไม้เหล็กมีหลากหลาย
หนึ่งสองชั้นเรียงราย         แต่อยู่ห่างกันสมควร
ไฟฟ้าก็มีน้อย                     ใจละห้อยคิดโหยหวน
กลัวภัยมารบกวน               บ้างโจรร้ายผีพรายพันธุ์
๐มองไปทุกหย่อมหญ้า    เวทนาแสนโศกศัลย์
นานนานรถผ่านนั้น            แสนวิเวกเปลี่ยวกายา
มีแต่ต้นไม้ใหญ่                  ยูคาไทรกฤษณา
ขับผ่านผ่านวับตา              เรียงเต็มอยู่สองข้างทาง
๐ขับไปใจหวนคิด              ถึงดวงจิตไม่เหินห่าง
อยากให้มาร่วมทาง          พี่คนนี้คงสุขใจ
มีคนช่วยดูบอก                  หนทางซอกซอยไหนไหน
คงจะไม่กลัวภัย                 เพราะมีน้องเพื่อนร่วมทาง
๐ขับไปคุยหัวเราะ             คงเสนาะสนั่นสาง
หยอกเย้าเร้านวลนาง      จูบกอดเล่นสนุกพลัน
บ้างป้อนขนมให้               เอาอกใจมิไหวหวั่น
คิดถึงค่ำคืนวัน                  ที่เรานี้เคยทำมา
๐ป่านนี้ดวงใจพี่               ยอดนารีจะหรรษา
หรือว่าเศร้าโศกา            พี่คนนี้คิดตรอมตรม
คิดถึงกันบ้างไหม            ยอดไปทอย่าขื่นขม
ข้าวน้ำแลปลานม             ป่านฉะนี้จะกินยัง
๐อดคิดห่วงไม่ได้             คิดมากไปใจก็คลั่ง
น้ำตารินไหลหลั่ง             อาบท่วมแก้มเกินบรรยาย
คืนนี้ไม่เห็นหน้า               ฝากดาราดูโฉมฉาย
กล่อมห้วงดวงฤทัย          ของข้านี้ให้หลับนอน
๐ขับออกจากซอยเปลี่ยว    ขับรถเลี้ยวบ้านดอน
ซ้ายเลี้ยวเร่งรีบจร            ตรงมุ่งหน้าสู่ภูพาน
ตำหนักภูพานแก้ว           ตั้งเรียงแนวเป็นตระหง่าน
เรื่องชื่อระบือนาน            ว่าสวยแท้ดุจชั้นพรหม
๐ขับผ่านมองเห็นป้าย    สวยเหลือหลายช่างเหมาะสม
พรุ่งเช้าเข้าประคม           กราบไหว้วอนพร้อมเที่ยวดู
วันนี้แลดึกมาก                 ต้องพลัดพรากหาที่อยู่
ที่พักแถวใกล้ภู                ห้องละสองสามร้อยเงิน
๐ขับรถถึงที่พัก                ช่างเหนื่อยนักไม่เก้อเขิน
รีบเร่งออกแรงเดิน           เข้าห้องพักอย่างเร็วพลัน
ถอดเสื้อถอดถุงเท้า         วางกระเป๋าอย่างสร้างสรรค์
เดินเข้าห้องน้ำพลัน         ฟอกสบู่ถูกายา
๐อาบเสร็จปะโปรยแป้ง   ตามตัวแข้งระหว่างขา
ปะเปื้อนถึงใบหน้า            เย็นทั่วร่างสว่างตา
เสร็จสรรพแล้วลงนอน     ปิดตูกอนตามประสา
ปิดไฟปิดตุมกา                 หน้าต่างพร้อมก่อนจะนอน
๐ก่อนหลับกราบวอนไหว้  อวยเทพไท้อนุสรณ์
ปู่ตาหัวนาดอน                  เคารพไหว้เทิดบูชา
ลูกมาอยู่ต่างที่                  ต่างบ้านนี้ไกลหนักหนา
สุดแสนเวทนา                  ชีวิตนี้ต้องเดินทาง
๐ไหว้วอนขอพรแล้ว        กราบลาแก้วลงก่อนสาง
กราบเสร็จไม่เหินห่าง      ทิ้งตัวลงนอนสบาย
ก่อนนอนก็หวนคิด            หมู่มวลมิตรที่ห่างหาย
จากกันมาหลายราย          คิดถึงหน้าเศร้าอาวรณ์
๐ตีห้าฟ้ากระจ่าง             ออกเดินทางตามลูกศร
เป้าหมายคือภูดอน           ภูพานนั้นตำหนักวัง
จะเข้าไปชมเที่ยว             ดูเก็บเกี่ยวด้วยกำลัง
ทุกซอกซอยในวัง            จะเดินชมจนพอใจ
๐ฤกษ์ยามก็มาถึง             แปดโมงครึ่งประตูใหญ่
เปิดออกแล้วก็ให้              ประชาชนเข้าเยี่ยมชม
มีมวลหมู่ทหาร                  รักษาการไม่ขื่นขม
ตัวตรงไม่เป็นลม              ข้างกายพร้อมประดับปืน
๐ก่อนเข้าต้องแลกบัตร   ห้ามขืนขีดและฝ่าฝืน
ยามออกค่อยแลกคืน      ทำอย่างนี้ทุกคนไป
เมื่อตรวจเสร็จทุกสิ่ง        ค่อยเดินวิ่งตามชาสัย
แต่ต้องเฝ้าเกรงใจ           เพราะกฎนั้นก็มากมี
๐มองไปสองข้างทาง     ผู้คนต่างเดินเร็วรี่
บ้างถ่ายรูปก็มี                  บ้างเดินเล่นชมความงาม
ต้นไม้หมู่มวลพืช             ต้นจางจืดต้นมะขาม
พะยูงพะยอมปาล์ม         แคไพรสนประดู่รัง
๐โพธิ์ไทรกระบกแก้ว     ปลูกเป็นแนวทั้งสองฝั่ง
คูณเค็งบานสะพรั่ง          ย้อยไหลหลั่งลงตามดิน
กล้วยไม้แลไม้เลื้อย       ไหลไปเรื่อยตามโขดหิน
ชะพูเต็มพื้นดิน                พลูด่างนั้นก็หลากพันธุ์
๐บางต้นดอกสีขาว         เป็นพลวงยาวลดไหลหลั่น
ยาวสั้นสลับกัน                ดูดีแล้วช่างเพลินตา
บางต้นมีผลด้วย             ออกสีสวยเป็นสง่า
ชมพูแดงเหลืองฟ้า        ช่างวิจิตรงดงามจริง



วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 3

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตลาดชนบท

๐อิ่มกานสบายท้อง          เยื้อย่างย่องกะทันหัน
มุ่งหน้าเริ่มบ่ายวัน            แสงอาทิตย์เริ่มร้อนแรง
เหงื่อไหลใจละห้อย         น้ำตาย้อยกระทบแสง
ขับไปใจคลอนแคลน       ไม่อยากคิดจากน้องมา
๐มองออกสองข้างทาง     ใจอ้างว้างสุดเหว่ว๋า
ต้นไม้มวลนกกา               ยังมีคู่ครองของตน
พี่นี้ก็มีเจ้า                          แต่นงเยาว์เจ้าโกศล
แต่ต้องจากกมล                พลัดกันสิ้นความสุขใจ
๐ความทุกข์เข้ามาแทน     ไร้อ้อมแขนอันสดใส
เคยกอดพอดรักไป            แต่วันนี้ต้องตรอมตรม
คิดถึงใจจะขาด                 สุดอนาจต่างขื่นขม
ทุกเศร้าเหงาระทม           คิดถึงน้องตลอดวัน
๐ขับรถผ่านหมู่บ้าน         สุขสำราญไม่แลหัน
สุขใจสุดอนันต์                ได้เห็นภาพประทับใจ
ชายไทยในเครื่องแบบ      จับแขนแนบอิงเอาไว้
จับแขนยายเดินไป           ข้ามถนนบนทางเดิน
๐ยายแก่อายุมาก               ก่อนเดินจากไม่เก้อเขิน
อวยพรเป็นกลอนเพลิน    ให้ชายนั้นสุขสมใจ
ร่ำรวยยศและเกียรติ         ไร้เสนียดและพิษภัย
หน้าตาดูสดใส                 มีลูกเต้าให้ได้ดี
๐ไฟเขียวสว่างจ้า             หมู่รถลาเร่งขับขี่
ไม่ช้าออกจากที่                รีบขับเคลื่อนเลื่อนออกไป
แสงแดดก็ส่องหน้า          จับแว่นตาขึ้นมาใส่
แว่นดำที่อยู่ใน                 กล่องกระปุกข้างหน้าตน
๐ใส่แล้วก็มืดดำ                ปานว่าค่ำดูสับสน
ถ้ามีน้องหน้ามน              คงจะดีขับเปลี่ยนกัน
ก็ได้แต่เฝ้าคิด                   ไม่สถิตจะเป็นได้
คิดแล้วก็เศร้าใจ               หน่อนวลน้องนั้นไม่มา
๐บ่ายสามก็มาถึง              สุดสะพึงสะพรั่งหา
ปวดหลังอ่อนโรยรา         ขาแขนคอสุดจะทน
ตูดก้นก็ทนปวด               บีบนั่งนวดข้างถนน
จอดพักรักษาตน              แล้วค่อยเลื่อนเคลื่อนจากไป
๐ปากท้องก็เริ่มหิว           สั่นระลิ่วร้องหวั่นไหว
โหยหิวก็อดใจ                  เพราะอาหารนั้นไม่มี
ข้างทางมีแต่ป่า                 ราวป่าช้าหม่นหมองศรี
เงียบเชียบกระไรดี           ช่างทุกข์ยากลำบากกาย
๐ขับรถไปเรื่อยเรื่อย         แม้นจะเหนื่อยมากเหลือหลาย
โหยหิวเกินบรรยาย          สมาธิก็ไม่มี
ขับมาเกือบสี่สิบ               กิโลเมตรบ้านโคกสี
เหยียบผ่อนเบาเร่งรี         หาสักร้านก็ไม่เจอ
๐มุ่งออกจากพังโคน        เร่งกระโจนไม่ผันเผลอ
มองหาแล้วไม่เจอ            ร้านอาหารที่จะกิน
เคลื่อนเข้าสู่วาริช             ช่างวิจิตรเจริญศิลป์
ขับผ่านน่ายลยิน              ตลาดค่ำเจริญตา
๐กว่าจะได้กินข้าว            ช่างปวดร้าวสุดจะหา
จอดรถแล้วเดินมา            หาของกินอยู่เรื่อยไป
ไส้กรอกปลาหมึกย่าง       อ่อมปลาหางแกงปลาไข่
ลาบเป็ดแกงหน่อไม้         สารพัดจัดเรียงมา
๐วางเรียงเต็มตะแคร่         ย้อนยุคแท้เกินจะหา
ดูยากมากราคา                  ชนบทคนพื้นเมือง
วิถีของชาวบ้าน                ช่างสะท้านความกระเดื่อง
หมู่บ้านช่างรุ่งเรือง          ยายขายของแข็งแรงดี
๐ข้างกายมีตะกร้า            ล้วนมีดพร้าใบพลูสี
หมากแห้งแก่นคูณมี        สารพัดจัดหามา
ปูนขาวสีเสียดแดง           ล้วนจัดแจงลงต่อหน้า
แล้วตำใส่กะลา                อันเล็กเล็กคล้ายครกมอง
๐ตำเสร็จยื่นเข้าปาก         ฉุดกระชากไม่ผันผอง
รีบเคี้ยวอย่างเร็วคล่อง      ประดุจว่าจะกลืนกิน
สักพักเป็นน้ำแดง            ไหลโรยแรงเริ่มส่งกลิ่น
หอมหมากใบพลูสิ้น        คนแก่นี้ช่างกระทำ
๐สักพักบ้วนลงพื้น          บ้างก็กลืนสุดจะขำ
บางยายมีแก้วน้ำ              วางข้างตนอยู่เรียงราย
ยายบ้วนลงในแก้ว           บ้างยายแคล้วลงเป็นสาย
กระจัดแลกระจาย            เต็มพื้นนั่งร้านของตน
๐เดินผ่านอีกหนึ่งร้าน      ด้วยอาการที่สับสน
คนแก่เกือบทุกคน            ต้องเคี้ยวหมากทุกคนไป
ชายนั้นก็มีด้วย                หญิงสาวสวยบ้างก็ใส่
ยัดเข้าปากอย่างไว            หรือความเชื่อประเพณี
๐ด้วยความที่สงสัย           ประจักษ์ในรสกลิ่นสี
ทำไมชาวบ้านนี้              นั้นส่วนมากกินหมากกัน
จึงตรัสถามยายเฒ่า           คนนั่งเฝ้าร้านจัดสรร
ทำไมกินหมากกัน           ยายตอบได้กระจ่างจริง
๐ยายบอกกินเพื่อจัด         สารพัดทุกสรรพสิ่ง
กินแล้วไม่คราวจริง          กลิ่นเหม็นนั้นก็หายไป
ยายตอบพลางนั่งหัว         หรือยายมั่วเหตุไฉน
ทุกอย่างยายว่าไป            เป็นความจริงทุกประการ
๐เมื่อเดินตลาดเสร็จ         ก็ได้เกร็ดความรู้สาร
มุ่งหน้าออกจากลาน        ตลาดนัดอย่างเร็วพลัน
มองไปสองข้างทาง         ระยะห่างสุดสร้างสรรค์
มีไว้วางเรียงกัน               ใช้เพราะปลูกถั่วฝักยาว
๐วิถีชาวประชา               ช่างล้ำค่าเกินจะกล่าว
เพชรดีสีแพรวพราว         อยู่กลางถ้ำเขาพงไพร
อยู่กินแสนเรียบง่าย         สุขสบายจะหาไหน
ท่องเที่ยวเลี้ยวออกไป       ต่างมากมายด้วยของกิน

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 2

นิราศ โจโจ้น้อยรำพึงรัก ตอนที่ 2


๐บางเครื่องก็มีเสียง         ส่งสำเนียงอย่างขบขัน
เจื้อยแจ้วสารพันธ์            วิ่งตามลางบ้างก็เดิน
บ้างเด้งขึ้นสู่ฟ้า                ดิ่งลงมาแล้วเหาะเหิน
เด็กเด็กเล่นเพลิดเพลิน     พ่อแม่นี้สนุกตา
๐วันนี้อาหารเย็น             คงจะเป็นอาหารป่า
แกงเห็ดแลแกงปลา         มีให้เลือกสามสี่อัน
นั่งกินชมทิวทัศน์            เพื่อขจัดความโศกศัลย์
คิดถึงยอดอนันต์              ใจของพี่จะขาดลอน
๐กินข้าวก็เห็นหน้า          แก้วขวัญตานางอัปสร
คิดถึงดวงผะมร               ใจของพี่นี้โรยรา
จากมาแค่วันเดียว            ประหนึ่งเที่ยวสุดจะหา
แค่วันและเวลา                ป่านฉะนี้จะขาดใจ
๐หากแม้นไปหลายปี       น้องคนนี้เป็นไฉน
หวาดหวั่นในหัวใจ          กลัวน้องนี้จะเลิกรา
พูดแล้วน้ำตาย้อย             ไหลพรั่งพลอยลงเต็มหน้า
ชาติชายนี้ต้องมา             นั่งหวนคิดระแวงตน
๐ดึกดื่นก็ไม่หลับ             นั่งกระสับส่ายกระสน
เอนกายทุกข์ระทน           ประดุจน้องนั้นนอกใจ
ได้แต่ข่มตาหลับ              ไม่ขยับขะเยื่อนไหน
บังคับนับในใจ                ให้ตานรี้หลับลงนอน
๐สามทุ่มคลาดเคลื่อนมา   หมู่มวลหมาก็เห่าหอน
บ้างวิ่งกันสอลน               กัดขบเขี้ยวกันเสียงดัง
ที่พักก็แสนเงียบ               ประดุจเปรียบป่าช้าขลัง
นึกว่าป่าดงพัง                  แสนจะเงียบไม่มีคน
๐มองไปข้างหน้าต่าง       หมาไอ้ด่างวิ่งสับสน
แลดูวิ่งเห่าคน                  หรือเห่าผีนี้กระไร
ทำใจสงบนิ่ง                   ไหว้วอนสิ่งที่เลื่อมใส
อ้อนวอนเป็นกลอนไทย   บ้างสลับบาลีพลัน
๐คิดถึงหน้าพ่อแม่            สองยายแก่อย่างโศกศัลย์
มองดาวมองดวงจันทร์     น้ำตานี้ก็ไหลริน
จำจากมาไกลบ้าน            บนสถานที่ต่างถิ่น
ปวดร้าวดวงชีวิน             สุดจะพรั่นพรรณนา
๐ราตรีก็เคลื่อนคล้อย        ดาราน้อยก็เคลื่อนหา
มวลหมู่ไก่นกกา              ร้องดังแจ้วข้างเรือนนอน
สัญญาณเข้าวันใหม่         หมู่มวลไก่ร้องเป็นกลอน
เอ้กเอ้กดังกระฉ่อน          เที่ยงคืนแล้ววันเวลา
๐เช้ารุ่งตะวันแจ้ง            แดดส่องแสงเข้ามาหา
แปดโมงเลื่อนเข้ามา        รีบอาบน้ำชำระตน
เก็บของเสร็จสับแล้ว        ต้องคลาดแคล้วจากสถน
สถานต่างตำบล               จะต้องรีบจ้าวจากจร
๐แรมรอนออกจากที่        สุขฤดีชาญสมร
มุ่งหน้าสู่ภูธร                    ด้วยรถน้อยคันคู่กาย
ขับเคลื่อนออกจากห้อง     หันหลังมองมิห่างหาย
แจ้วแจ้วอย่างท้าทาย         รีบขับรถสนุกครัน
๐พังโคนคือป้ายหน้า        สุขหรรษาแสนสุขสันต์
รีบเร่งไปให้ทัน                ก่อนแสงแดดจะบังตา
แปดสิบเก้าสิบร้อย           เบาแรงค่อยสลับขา
เร่งผ่อนบางเวลา              รถคันหน้าแสนวุ่นวาย
๐ขนมันแลขนอ้อย           กิ่งไปย้อยไปตามสาย
กลาดเกลื่อนหล่นเลียงลาย  ตามถนนทางคนเดิน
บ้างหล่นลงเป็นหัว           บ้างน่ากลัวหกระเหิน
ไม่อยากขับเผชิญ             แต่ก็ต้องมุ่งต่อไป
๐ออกมาได้ยี่สิบ              กิโลเมตรสุดวิสัย
ยื่นหน้าส่องออกไป         มีด่านตรวจจราจร
รถจอดกันเรียงลาย          ชิดขวาซ้ายน่าสังหรณ์
รีบเปิดประตูกอน            ลงจากรถแล้วเดินไป
๐มองไปเห็นกองเลือด     ดำแดงเดือดสุดวิสัย
มีแต่ชาวกู้ภัย                  เดินปั่นป่วนสวนไปมา
หญิงชายตายทั้งคู่            ช่างหดหู่เป็นหนักหนา
ไม่รู้ถึงที่มา                     ว่าเขานั้นเป็นอย่างไร
๐มีแต่หมู่มวลญาติ           เศร้าผงาดน้ำตาไหล
ร้องห่มแลร้องไห้            ป่านฉะนี้จะขาดใจ
จึงเอ่ยถามยายแก่             ให้รู้แน่ว่าไฉน
สองคนเขาจึงไซร้            ทำไรผิดถึงต้องตาย
๐ยายแก่ไม่รอช้า              รีบเล่ามาไม่ขาดสาย
ยายบอกที่เขาตาย            โดนปืนยิงทั้งสองคน
สาเหตุจากยาบ้า               พิษสุราพาสับสน
จึงถูกปิดชีพตน               ให้มอดม้วยมรณา
๐ได้ยาห้าพันเม็ด             พร้อมใบเสร็จการจัดหา
ตำรวจเข้าตรวจตรา          จึงตั้งด่านกันวุ่นวาย
รถติดแถวยาวเหยียด         แสนเบียดเสียดสุดใจหาย
ปิดทางอย่างกับกลาย        พลางน้ำท่วมจลาจล
๐หนึ่งสองชั่วโมงผ่าน      เวลานานอนลหน
ปล่อยรถของผองชน        ให้คลาดเคลื่อนเลื่อนออกไป
เก๋งตู้กะบะน้อย               บีเอ็มค่อยเบนซ์หลั่งไหล
วิ่งออกจากที่ไป               มุ่งสู่เขตบ้านเมืองตน
๐ส่วนเราก็เดินหน้า         มุ่งออกมาจากถนน
มุ่งหน้าจรดล                  เข้าสู่เขตตะวันแดง
เวลาก็ใกล้เที่ยง                ท้องส่งเสียงป่านรถแข่ง
ต้องจอดพักเอาแรง          ค่อยสู้ต่อในบ่ายวัน

วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560

ตอนที่ ๑ นิราศโจโจ้น้อยรำพึงรัก


 ตอนที่ ๑ นิราศโจโจ้น้อยรำพึงรัก
๐โอ้จำจากคนรัก                     สุดจะหักอาลัยหา
ก้มกราบแล้วจากลา                แสนสงสารชีวิตตน
ทุกอย่างคือหน้าที่                   ต่างยินดีไม่เคยบ่น
แต่แล้วเพราะความจน            จึงดิ้นรนด้วยหัวใจ
๐ ถึงแม้จะต้องจาก                ต้องพลัดพรากทรามไสว
แค่ตัวนั้นห่างไกล                  แต่หัวใจไม่ห่างกัน
วันเดือนเลื่อนมาถึง               พี่สุดซึ้งแสนโศกศัลย์
ต้องจากดวงชีวัน                   เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริง
๐ รถเคลื่อนเลื่อนจากบ้าน    แม่นงคราญเตรียมทุกสิ่ง
เสื้อผ้าแลหมอนอิง               ทุกสรรพสิ่งล้วนสวยงาม
ข้าวของแลเครื่องใช้             เครื่องแต่งกายให้แบกหาม
ข้าวปลาอีกหลายชาม           แม่คนงามเตรียมด้วยใจ
๐ แปกแปกถึงทางออก        สัญญาณบอกหลวงปู่ใหญ่
วันนี้ลูกต้องไป                    พลัดถิ่นไซร้เมืองน้ำดำ
รถผ่านบ้านอาฮง                 ฝ่าป่าดงไม่ขันขำ
คิดถึงและจดจำ                   คืนและวันที่ผ่านมา
๐เคลื่อนคล้อยถึงวัดภู         ไหว้หลวงปู่สิราสา
ด้วยใจที่เมตตา                    จึงตั้งมั่นและขอพร
พื้นที่เป็นวัดป่า                   หมู่นกกาแลสลอน
กระแตแซ่กระช่อน            ต่างร้องเรียกหาคู่กัน
๐ไก่แจ้แลไก่บ้าน               นกยูงพรานร้องสนั่น
กะปอมลิงแลนนั้น             วิ่งเจี้ยวแจ้วเต็มทางเดิน
สองนางศาลศักดิ์สิทธิ์        อิทธิฤทธิ์น่าสรรเสริญ
ตั้งอยู่ใจกลางเนิน               ธูปดอกไม้ไหว้บูชา
๐ขอพรและบนบาน           ไม่ช้านานปรารถนา
ดอกไม้แลข้าวปลา             ต้องนำไหว้เมื่อสมปอง
ตะวันเริ่มบ่ายคล้อย            ลับเลื่อนลอยเข้าบ่ายสอง
ขับรถไม่เป็นรอง                เพราะจะต้องหาของกิน
๐ผ่านบ้านศรีวิไล               ภูทอกใหญ่แลภูสินธุ์
สองข้างน่ายลยิน                ลำเขาไม้สะดุดตา
มองข้ามอีกฝากฝั่ง              สวยสะพรั่งเสน่หา
ต้นไม้พรรณนานา              ยูงแคนบกประดู่รัง
๐ม่วงขามจามจุรี                อีกโพธิ์ศรีประดับดั่ง
เทือกเขายาวสะพรั่ง           เต็มไปด้วยความสวยงาม
ขับผ่านอีกหมู่บ้าน            โนนสำราญกุดนาขาม
ขึ้นชื่อระบือนาม                อาหารป่านล้วนมากมี
๐กบเขียดอึ่งปลาไหล        กุ้งตัวใหญ่ปลากระดี่
ลิงค่างบ่างชะนี                  ล้วนมากมีให้เลือกชม
เนื้อวัวแลเนื้อควาย            ล้วนมากมายด้วยดีขม
บ้างเลือกเอาพวงนม          บ้างผสมเนื้อขาลาย
๐บ่ายสามตะวันคล้อย       น้ำตาย้อยลงเป็นสาย
คิดถึงน้องมากมาย            สุดแสนเศร้าอาลัยลา
หวนคิดถึงวันเก่า              วันที่เราสุขหรรษา
ออกจากเขตเซกา              ข้ามแม่น้ำศรีสงคราม
๐ น้ำไหลลงลดเลี้ยว         เรือขับเคี่ยวเป็นสนาม
วิ่งผ่านประตูน้ำ                ต่างต่อแถวกันเรียงราย
รอดใต้สะพานโค้ง           คล้ายอุโมงค์ไม่ขาดสาย
วิ่งแจ้วแจวมือพาย            บ้างสลับกับเครื่องยนต์
๐เห็นน้ำที่ไหลหลั่ง          ได้แต่นั่งคิดสับสน
คิดถึงดวงกมล                  ป่านฉะนี้เป็นเช่นไร
กินข้าวแลกินน้ำ               น้องคนงามเป็นไฉน
เจ็บแปลบแสบในใจ         คล้ายกับเข็มนั้นทิ่มแท่ง
๐ตะวันเริ่มลาลับ              สุดสดับสว่างแสง
จอดรถกินข้าวแกง            ประทังหิวข้างริมทาง
ผัดขิงแลผัดไก่                  แกงหน่อไม้ใส่ปลาหาง
แกงเห็ดใส่ย่านาง             ล้วนน่ากินอีกมากมาย
๐อาหารก็ไม่แพง              ร้านข้าวแกงสามสิบขาย
พูดเพราะเสนาะคลาย       แต่งตัวนี้สะอาดตา
ลูกค้าจึงเต็มร้าน               นั่งเดินพรานสุดจะหา
ยายตักจนมือชา                บ้างตาช่วยสลับกัน
๐กินอิ่มแล้วขับต่อ            ปวดเมื่อยคอสุดจะหัน
แหงนหน้ามองดวงจันทร์  ประหนึ่งว่าก้มไม่ลง
ปวดเมื่อยตามร่างกาย       สุดบรรยายไม่ประสงค์
คิดถึงนวลอนงค์               บีบนวดให้ยามพี่นอน
๐ได้แต่ละห้อยหา             แก้วดวงตาสายสมร
ไหว้พระกราบขอพร        ให้น้องนี้นั้นสุขใจ
เจ็บไข้อย่าได้ป่วย              มีคนช่วยสุดวิสัย
เดินทางใกล้หรือไกล        ให้ปลอดภัยนะขวัญตา
๐เข้าเขตว่านอนแก้ว         ฟ้ามืดแล้วเริ่มมองหา
ไฟเปิดสว่างตา                 ทั่วทุกทิศเต็มหนทาง
ขับผ่านไปเรื่อยเรื่อย         จอดพักเหนื่อยก่อนฟ้าสาง
เคลื่อนรถเขาริมทาง          เป็นที่พักเติมน้ำมัน
๐มีของขายหลายอย่าง      เครื่องใช้บ้างทุกสิ่งสรรค์
อาหารแลแพรพรรณ         มีให้เลือกเกินบรรยาย
ขนมแลขะต้ม                    เหล้าทั้งกลมก็มีขาย
ลูกชิ้นหมึกไก่กลาย           สารพัดให้เลือกดู
๐เครื่องเล่นของเด็กน้อย    มีเกือบร้อยเป็ดไก่หมู
ช้างม้าแลปลาปู                  เจ้าหญิงนั้นก็มากมี
เจ้าชายก็มีด้วย                    รูปทรงสวยล้วนหลากสี
เด็กน้อยอารมณ์ดี               ปีนขึ้นเล่นสนุกกัน